กลับมาต่อกันเลยครับ สำหรับเรื่อง เกี่ยวกับการขนส่ง ในคราวที่แล้ว ได้กล่าวถึง Mode of Transportation หรือ รูปแบบการขนส่งรูปแบบต่างๆของการขนส่งพอเข้าใจแล้ว ในคราวนี้ เราจะได้ทราบถึง Option ของการขนส่ง หรือ เรียกง่ายว่า คือ ช่องทางต่างๆ ของการขนส่ง ว่า มีการขนส่งรูปแบบใดบ้าง ซึ่งแบ่งได้ง่ายที่สุดคือ

1.การขนส่งทางตรง คือการขนส่งจาก ผู้ผลิตหรือจุดเริ่มต้นต่างๆไปยังลูกค้าหรือจุดหมายทางโดยไม่ผ่านคนกลาง

2.การขนส่งทางอ้อม คือการขนส่งในทุกๆรูปแบบที่มีการส่งผ่านคนกลางตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปครับ

แต่ถ้า จะมองไปที่ Option เลยสำหรับ นักจัดการโลจิสติกส์ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตนะครับ จำเป็นจะต้องทราบว่ามีรูปแบบใดบ้าง ข้อดีข้อเสียอย่างไร และ เหมาะสมกับสินค้าแบบใดนะครับ

เริ่มกันเลย

 

 

1.Direct Shipping

เป็นรูปแบบการขนส่งที่ง่ายและพื้นฐานที่สุด โดยที่การขนส่งรูปแบบนี้ Supplier จะทำการขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ ของตนเองให้กับลูกค้าด้วยตนเองทั้งหมด โดยที่การขนส่งจะต้องไม่มีการผ่านคนกลางใดๆทั้งสิ้น

ข้อดีของการขนส่งรูปแบบนี้ก็คือ

1. จะไม่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ควบคุมการขนส่งได้เองทั้งหมด 2.เป็นการขนส่งที่กระทำได้ง่ายที่สุด ไม่ต้องร่วมมือวางแผนกับใคร 3.เวลาในการขนส่งนั้นจะรวดเร็ว

ข้อเสียของการขนส่งรูปแบบนี้คือ 1.ต้นทุนคงที่ในการลงทุนสูงเนื่องจาก ต้องทำการซื้อยานพาหนะเองทั้งหมด 2.ต้นทุนผันแปรในแต่ละเที่ยวอาจจะสูงตามไปด้วย

สินค้าที่เหมาะกับการขนส่งแบบนี้นะครับ เช่นพวก สินค้าที่มีขนาดใหญ่ เครื่องจักรกลต่างๆ ที่มีวิธีการใช้ ยาก เทคโนโลยีสูงๆ ของที่มูลค่าสูงๆ รวมไปถึง สินค้าที่ต้องการความเร่งด่วน เน่าเสียง่ายเป็นต้นครับ

2.Direct Shipping with milk Run ในมุมมอง Supplier

คล้ายกับลักษณะรูปแบบการส่งจากรูปที่ 1 คือ เป็นการส่งที่ เป็นการขนส่งทางตรง จาก Supplier ไปสู่ผู้ผลิตเองโดยตรง โดยที่การขนส่งนั้นไม่ผ่านคนกลางใดๆเช่นกัน แต่การขนลักษณะนี้จะมีข้แตกต่างออกไป คือ จะมีการนำ Milk Run เข้ามาใช้ โดยที่ ในรูปนี้จะเป็นการ Milk Run ในมุมของ Supplier โดยที่ Supplier จะทำการรวบรวม สินค้าหรือวัตถุดิบ จากSupplier มาไว้ในกาขนส่งครั้งเดียวกันก่อน แล้วจากนั้น ค่อยทำการกระจายสินค้าออกไป สู่ลูกค้าแต่ละราย

** Milk Run นั้นคือวิธีการขนส่งแบบหนึ่งครับ วิธีการนั้นนึกตามชื่อเลยครับ Milk ที่แปลว่านมนะครับ คำๆนี้เกิดมาจากการ ขนส่งนมของ ประเทศ อเมริกาครับ ที่คนส่งนมจะ นำนมขึ้นรถ แล้ววิ่งไปส่งตามบ้าน ต่างๆตามเส้นทาง ในครั้งเดียวครับ ไม่มีการกลับไปกลับมา รวมถึงการเก็บขวดเปล่า ดังนั้นเลยมีการประยุกต์มาใช้กับการขนส่งสินค้า โดยนำสินค้า ขึ้นรถโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่หลายๆร้านค้าปลีกครับแล้ววิ่งไปส่งในเที่ยวเดียว**

ข้อดีของการขนส่งรูปแบบนี้คือ

1.สามารถทำให้การขนส่งที่เป็น LTL กลายเป็น TL ได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งลงไปได้ ( LTL= Less Than Truck Load คือการขนสินค้าไม่เต็มคันรถ TLหรือFTL คือ Full Truck Load คือการขนสินค้าแบบเต็มคันรถ ซึ่งจะทำให้คุ้มกับต้นทุนครับ)

2.ทำให้ความสับสนในการจัดสินค้าและการขนส่งน้อยลง 3.ทำให้ผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนการขนส่งต่ำลงส่วน

ข้อเสียของการขนส่งแบบนี้ก็มีครับ ได้แก่

1.Supplier แต่ละรายต้องให้ความร่วมมือกัน และวางแผนการจัดสินค้าให้ดี

2.ต้องมีการวางแผนเส้นทางการขนส่งให้แน่นอน มิฉะนั้นจะทำให้การขนส่งผิดพลาด

 3.ความผิดพลาดในการขนส่งอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจาก ต้องวิ่งไปรับสินค้าจากหลายที่ก่อนไปสู่ลูกค้า เช่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งสินค้าทีเหมาะกับการขนส่งแบบนี้ ก็จะไม่ต่างจากรูปแบบ ที่1มากครับ(ยกเส้นเครื่องจักรต่างๆ) เนื่องจากเป็นวิธีการที่ช่วยให้การขนส่งแบบแรกมี ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการนำ Milk Run มาใช้  

3.Direct Shipping with milk Run ในมุมมองลูกค้า

เป็นรูปแบบการขนส่ง ที่มีลักษณะเหมือนกับ การขนส่งรูปแบบที่ 2 เลยครับเพียงแต่ จะกลับกัน จากเดิมที่ Supplier เป็นคนรวบรวมสินค้ามาส่งให้ แต่ละราย ในกรณีนี้ Supplier จะนำสินค้าไปส่งให้กับลูกค้ารายแรกเท่านั้น หลังจากนั้นลูกค้ารายแรกจะทำการรวบรวมสินค้า แล้วค่อยนำไปกระจายสู่ ลูกค้ารายต่อๆไป ซึ่งกรณีนี้ มักจะพบในลูกค้าที่มีร้านเป็นเครือข่ายสาขากันครับ เช่นพวก ห้าง Modern Trade ต่างๆ พวก Lotus Carefour ครับ แล้ว ตรงจุด ก นั้นส่วนมากจะเป็น ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าประจำภาคของร้านค้าเหล่านี้ครับ

ข้อดีของการขนส่งแบบนี้คือ

1.ทำให้ต้นทุนในการขนส่งต่ำลง 

2.Retailer สามารถควบควมสินค้าและทำการกระจายสินค้าออกสู่สาขาเองได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากสินค้าทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ที่ ตัวRetailer เอง

3.ทำให้ Retailer มีต้นทุนในการสั่งซื้อที่ต่ำลง ถ้าในกรณีที่ ก ข ค เป็นเครือข่ายสาขาเดียวกัน เนื่องจากในการสั่งซื้อจะทำการสั่งซื้อในปริมาณมาก

ส่วนข้อเสียนะครับ

1.Supplier ต้องทำการส่งสินค้ามาให้ Retailer ในปริมาณที่สั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งทำให้บางที อาจเป็น LTL ทำให้ต้นทุนของ Supplier สูงขึ้น

4.Direct Shipping with Milk Run

เป็นการขนส่งในรูปแบบการขนส่งทางตรงอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นการขนส่งแบบ Milk Run โดยที่การขนส่งรูปแบบนี้จะเป็น Milk Run ทั้งทาง Supplier และทาง Customer โดยที่ ทาง Supplier จะทำการรวบรวมสินค้า มาไว้ที่เดียวกัน ก่อนและทำการขนส่งทีเดียว ไปให้กับ ลูกค้ารายเดียว หลังจากนั้นลูกค้าจะทำการ รวบรวมสินค้าและทำการกระจายสินค้าออกไป ยัง ลูกค้าหรือ สาขารายอื่นๆของตน และหลังจากนั้นถ้า มีสินค้าหรือวัตถุดิบ ที่เสียหรือผิดพลาด ต่างๆจากทุกสาขา จะทำการรวบรวมไว้ที่ลูกค้า รายใดรายหนึ่ง เพื่อทำการขนส่งคืนให้กับ ทาง Supplier รายหนึ่งและ Supplier รายนั้นค่อยส่งสินค้าที่ผิดพลาด คือแก่เจ้าของตัวสินค้าต่อไป

ข้อดีของรูปแบบนี้ครับ

1.ทำให้ต้นทุนของการส่งของ Supplier และ Customer ต่ำลง

2.ทำการการขนส่งไม่เกิดความสับสน

3.Retailer สามารถควบคุมสินค้าได้เนื่องจากสินค้ารวบรวมมาไว้ที่ ตัว Retail เองก่อนทั้งหมด

4.มีการรวบรวมสินค้าที่เป็นของเสียและผิดพลาดคืนแก่ Supplier โดยที่ยังใช้การรวบรวมสินค้าเหมือนเดิมทำให้ประหยัดต้นทุนในการส่งคืน

5.ได้รับส่วนลดจากการสั่งซื้อ ในปริมาณมากได้ ถ้าในกรณีที่เป็นสาขาเดียวกัน

ส่วนข้อเสียที่พบนะครับ

1.ถ้ามี Supplier รายใด่รายหนึ่งจัดสินค้าที่จะส่งไม่ทันจะทำให้การส่งเป็น LTL ทำให้ เสียต้นทุนค่าใช้จ่าย    2.Supplier ต้องมีการวางแผนร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กันซึ่งในบางกรณีอาจเกิด ความขัดแย้งขึ้นระหว่าง ตัว Supplier ได้ 

ซึ่งการขนส่งรูปแบบนี้นะครับ ส่วนใหญ่จะพบมากในสินค้า พี่พวก สินค้าสะดวกซื้อ หรือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันครับ เนื่องจาก สินค้าประเภทนี้ เวลาทำการขนส่งออกไปยังร้านค้าสาขาต่างๆ จะถูกขนส่งไปในปริมาณมาก และไปในเส้นทางๆต่างตามแต่ละสาขา จึงมีการนำ Milk Run เข้ามาช่วยในการขนส่ง นอกจากนั้น ยังอาจขนส่งสินค้าที่เป็นพวก ของสดได้ด้วยครับ เพียงแต่ว่าต้องมีการกำหนดระยะการขนส่งที่แน่นอน และขนส่งที่รวดเร็วมากกว่าสินค้าที่เป็นสินค้าทั่วไปครับ

สำหรับ Option การขนส่งนี้เป็นครึ่งหนึ่งของรูปแบบทั้งหมดของ Option ทั้งหมดครับ โดยในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่ผ่านคนกลางทั้งหมด ในคราวหน้า จะนำOption ที่มีการขนส่งผ่านคนกลาง เช่น DC หรือ  WareHouse มาอธิบาย ให้แก่ทุกๆท่านครับผม 

edit @ 8 Jul 2009 02:06:28 by SmoothNut

edit @ 8 Jul 2009 02:10:04 by SmoothNut

Comment

Comment:

Tweet