การขนส่ง กันเถอะ ^^

posted on 05 Jul 2009 22:58 by smooth14

มาถึง ตอนนี้หลังจากได้ทราบถึง Logistics และ Supply Chain แล้ว ต่อมา เราไปทราบถึง กิจกรรมตัวแรกที่น่าสนใจและ เป็นกิจกรรมหลักๆ ของLogistics กันเลย ได้แก่ การขนส่ง

การขนส่ง หลายท่านทราบหรือไม่ว่าทำไม ถึงจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีสำคัญมากตัวหนึ่ง ในระบบ Logistics จนหลายคนคิดว่า Logistics คือการขนส่ง นั้นก็เพราะ ว่า

"การขนส่งเป็นกิจกรรม ที่ช่วยเคลื่อนย้ายคนหรือสิ่งของ จากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดหมายปลายทาง"

ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่อนข้างคล้ายกับความหมายของ Logistics จึงอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่า Logistics คือการขนส่ง ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ

การขนส่งนั้น จะมีเพียง 2 ส่วนเองครับหรือ การเคลื่อนย้ายตัวสินค้าหรือคน และการจัดเก็บสินค้าระหว่างขน่ง หรือเพื่อรอการขนส่ง ซึ่งนอกจากนั้น อาจจะมีแวะพักเพื่อเปลี่ยนถ่ายลำ เปลี่ยนยานพาหนะหรือเรียกว่า Transfer

ซึ่งในที่นี้ จะขอพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเท่านั้นครับ

ในการขนส่งนั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรที่ ซับซ้อน นะครับ การขนส่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตั้งแต่การเดินเท้าต่างๆ ใช้สัตว์เป็นพาหนะ ใช้เกวียน จนมีการคิดค้น เครื่องจักร รถรา ต่างๆขึ้นมาครับ จนปัจจุบันก็พัฒนามาเป็น พาหนะอย่างที่เราเห็นกัน เช่น รถบรรทุก รถกระบะ เรือ เครื่องบินเป็นต้น

การขนส่งนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทง่ายเลยครับ คือ Passenger Transport หรือการขนส่งผู้โดยสารและ Freight Trasport หรือการขนส่งสินค้าครับ (ในระบบ Logistics ที่สนใจกันตอนนี้จะเน้นไปที่ สินค้าครับ แต่การขนส่งผู้โดยสารนั้น จะละเอียดอ่อนและมีความยืดหยุ่นมากกว่าครับ)

โดยเวลาที่จะทำการขนส่งนั้น ในปัจจุบันก็มีวีธีการที่จะทำการ ขนส่งได้ด้วยกัน 5 โหมด ครับได้แก่

1.Motor Carrier หรือการขนส่งทางบก ก็ได้แก่ พวก การขนส่งทางรถบบรรทุก รถกระบะ รวมไปถึงรถโดยสารต่างๆ เช่น รถเมล์ รถบัส ต่างๆ  โดยการขนส่งรูปแบบนี้ ข้อดี หลักๆเลย ก็คือ

1.1เป็นการขนส่งที่มีความยืดหยุ่น ด้านเวลาและปริมาณสูง สามารถกำหนดได้ง่าย

1.2สามารถขนส่งได้แบบ Doot-to-Door ได้ ซึ่งเป็น โหมดเดียวทีทำได้( DTD คือการ ขนส่งจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งได้โดย ไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายครับ สะดวกและรวดเร็ว)

1.3การขนส่งมีความรวดเร็วในระดับหนึ่ง สามารถบริการลูกค้าได้ง่าย ทำให้ผู้ขนส่งส่วนมากจะเลือกใช้วิธีนี้

1.4การลงทุนเริ่มแรกไม่สูงมากครับ ถ้าเทียบกับ โหมดอื่นๆ (อย่างเช่น รถบรรทุก สมมติ 5 ล้านเราอาจจะคิดว่าแพงแต่ถ้าเทียบกับเรือลำหนึ่ง ที่ 30-40 ล้าน ก็ถือว่าถูกครับ)

แต่การขนส่งทางนี้ก็ถือว่ามีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเช่นกันครับได้แก่

1. ค่าใช้จ่ายแปรผันเพิ่มขึ้นตามระยะทาง เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าสึกหรอทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

2.บรรทุกสินค้าได้ในปริมาณจำกัด

 3. ปัญหาจากการจราจรติดขัดในบางช่วงเวลา

2.Air Carrier หรือการขนส่งทางอากาศ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันอยู่นะครับคือ เครื่องบิน โดยที่เราจะพบเห็นกันมาก คือเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสารเต็มลำ ซึ่งเรียกว่า Passenger Flight แต่ จริงๆแล้วยังมีเครื่องบินอีก 2 รูปแบบนะครับได้แก่ Combi Flight ที่เป็นผู้โดยสารและสินค้าอย่างละครึ่ง และ สุดท้ายคือ Cargo Flight ที่บรรทุกสินค้าเต็มลำ Cargo Flight จะพบบมากใน สายการบินของ FedEXหรือ DHL ไงครับ โดยที่การขนส่งทางอากาศนั้นในปัจจุบันก็ได้รับความนิยม มากขึ้นเรื่อยๆนะครับ เนื่องจากด้วยความรวดเร็วในการขนส่งไปยังที่ไกลๆ ซึ่ง การขนส่งทางอากาศมีข้อดีดังนี้ครับ

1.สามารถขนส่งสินค้าในระยะทางไกลๆมากได้  ในเวลาที่รวดเร็วครับ

2.เหมาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือเสียหายง่าย เน่าเสียเร็ว ต้องการความเร่งด่วน เนื่องจากระยะเวลาการขนส่งที่รวดเร็ว และการป้องกันดูแลสินค้า ทำได้ดีครับ

แต่ก็มีข้อเสียเช่นกันครับคือ

1.ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงที่สุดครับเมื่อเปรียบเทียบกับแบบอื่นๆ

2.การลงทุนเริ่มแรก สูงมาก ทั้งต้นทุนคงที่ เช่น ค่าซื้อเครื่องบิน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ และค่าใช้จ่ายผันแปร เช่น ค่านำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าสนามบิน ค่าเช่า Jet way(งวงช้าง)

ซึ่งการขนส่งแบบนี้ถึงมีค่าใช้จ่ายสูงก็จริงแต่ด้วย ธุรกิจ ปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็ว ต้องการการขนส่งแบบทันเวลา หรือ มีเอกสารที่เร่งด่วน การขนส่งแบบนี้ก็เลยค่อนข้างได้รับความนิยมครับ

3.Water Carrier หรือการขนส่งทางน้ำ หรือทางเรือ นั่นเอง ซึ่งแบ่งได้ 2 แบบ ครับ คือการขนส่งทางน้ำภายในประเทศและ การขนส่งทางน้ำแบบชายฝั่งทะเลหรือระหว่างประเทศ

การขนส่งแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมมากนะครับ หรือเรียกได้ว่า เป็นที่นิยมมากที่สุดเลยครับสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการขนส่งที่ สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมากที่สุด และมีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุดครับ แต่ก็ใช้เวลาที่การขนส่งที่ค่อนข้างนานครับ การขนส่งรูปแบบนี้มีข้อดีคือ

1.. สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมากที่สุด ในประเภทการขนส่งทุกรูปแบบ

2.เหมาะในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

3.ต้นทุนค่าขนส่งต่ำที่สุด

4.ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่ำที่สุด เนื่องจาก มหาสมุทร และแม่น้ำไม่ต้องก่อสร้างและบำรุง ทำให้ต้นทุนต่่ำ

ส่วนข้อเสียได้แก่

1.มีระยะเวลา Lead-time(เวลาการขนส่ง) ที่นาน บางครั้งอาจเป็นเดือน

2.การขนส่งสินค้าเหมาะกับสินค้าที่เสียหายยาก และ ไม่ต้องการดูแลรักษามาก

3.มีข้อจำกัดในเรื่องของท่าเรือ

4.ควบคุมสินค้าให้ส่ง และรับตรงเวลาได้ยาก( เนื่องจากปัญหา ศุลกากรและขั้นตอนในการตรวจสินค้าที่นาน)

4.Rail Road หรือคือการขนส่ง ทางรถไฟ นั่นเองครับ ซึ่งการขนส่งรูปแบบนี้นั้น เป็นอีกรูปแบบครับที่ค่อนข้างได้รับความนิยมมาก (ในต่างประเทศนะครับไม่ใช่ในไทย) เนื่องจาก สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณ 1 หัวรถจักร สามารถลากสินค้าได้ถึง 60 TEU หรือ 60 ตู้เลยทีเดียว นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งยังต่ำด้วยครับ เมื่อเทียบกับทางอื่นๆแล้วจึงค่อนข้างได้รับความนิยม การขนส่งรูปแบบนี้มีข้อดีคือ

1.ต้นทุนในการขนส่งสินค้าต่ำ

2.สามารถขนส่งสินค้าได้ปริมาณมาก

3.สามารถใช้เป็นการขนส่งหลักภายในประเทศได้ดี ถ้าได้รับการพัฒนา จะทำให้ต้นทุนด้าน Logistics ต่ำลง

ส่วนข้อเสียมีดังนี้ครับ

1.ใช้เวล