กลับมาต่อกันเลยครับ สำหรับเรื่อง เกี่ยวกับการขนส่ง ในคราวที่แล้ว ได้กล่าวถึง Mode of Transportation หรือ รูปแบบการขนส่งรูปแบบต่างๆของการขนส่งพอเข้าใจแล้ว ในคราวนี้ เราจะได้ทราบถึง Option ของการขนส่ง หรือ เรียกง่ายว่า คือ ช่องทางต่างๆ ของการขนส่ง ว่า มีการขนส่งรูปแบบใดบ้าง ซึ่งแบ่งได้ง่ายที่สุดคือ

1.การขนส่งทางตรง คือการขนส่งจาก ผู้ผลิตหรือจุดเริ่มต้นต่างๆไปยังลูกค้าหรือจุดหมายทางโดยไม่ผ่านคนกลาง

2.การขนส่งทางอ้อม คือการขนส่งในทุกๆรูปแบบที่มีการส่งผ่านคนกลางตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปครับ

แต่ถ้า จะมองไปที่ Option เลยสำหรับ นักจัดการโลจิสติกส์ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตนะครับ จำเป็นจะต้องทราบว่ามีรูปแบบใดบ้าง ข้อดีข้อเสียอย่างไร และ เหมาะสมกับสินค้าแบบใดนะครับ

เริ่มกันเลย

 

 

1.Direct Shipping

เป็นรูปแบบการขนส่งที่ง่ายและพื้นฐานที่สุด โดยที่การขนส่งรูปแบบนี้ Supplier จะทำการขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ ของตนเองให้กับลูกค้าด้วยตนเองทั้งหมด โดยที่การขนส่งจะต้องไม่มีการผ่านคนกลางใดๆทั้งสิ้น

ข้อดีของการขนส่งรูปแบบนี้ก็คือ

1. จะไม่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ควบคุมการขนส่งได้เองทั้งหมด 2.เป็นการขนส่งที่กระทำได้ง่ายที่สุด ไม่ต้องร่วมมือวางแผนกับใคร 3.เวลาในการขนส่งนั้นจะรวดเร็ว

ข้อเสียของการขนส่งรูปแบบนี้คือ 1.ต้นทุนคงที่ในการลงทุนสูงเนื่องจาก ต้องทำการซื้อยานพาหนะเองทั้งหมด 2.ต้นทุนผันแปรในแต่ละเที่ยวอาจจะสูงตามไปด้วย

สินค้าที่เหมาะกับการขนส่งแบบนี้นะครับ เช่นพวก สินค้าที่มีขนาดใหญ่ เครื่องจักรกลต่างๆ ที่มีวิธีการใช้ ยาก เทคโนโลยีสูงๆ ของที่มูลค่าสูงๆ รวมไปถึง สินค้าที่ต้องการความเร่งด่วน เน่าเสียง่ายเป็นต้นครับ

2.Direct Shipping with milk Run ในมุมมอง Supplier

คล้ายกับลักษณะรูปแบบการส่งจากรูปที่ 1 คือ เป็นการส่งที่ เป็นการขนส่งทางตรง จาก Supplier ไปสู่ผู้ผลิตเองโดยตรง โดยที่การขนส่งนั้นไม่ผ่านคนกลางใดๆเช่นกัน แต่การขนลักษณะนี้จะมีข้แตกต่างออกไป คือ จะมีการนำ Milk Run เข้ามาใช้ โดยที่ ในรูปนี้จะเป็นการ Milk Run ในมุมของ Supplier โดยที่ Supplier จะทำการรวบรวม สินค้าหรือวัตถุดิบ จากSupplier มาไว้ในกาขนส่งครั้งเดียวกันก่อน แล้วจากนั้น ค่อยทำการกระจายสินค้าออกไป สู่ลูกค้าแต่ละราย

** Milk Run นั้นคือวิธีการขนส่งแบบหนึ่งครับ วิธีการนั้นนึกตามชื่อเลยครับ Milk ที่แปลว่านมนะครับ คำๆนี้เกิดมาจากการ ขนส่งนมของ ประเทศ อเมริกาครับ ที่คนส่งนมจะ นำนมขึ้นรถ แล้ววิ่งไปส่งตามบ้าน ต่างๆตามเส้นทาง ในครั้งเดียวครับ ไม่มีการกลับไปกลับมา รวมถึงการเก็บขวดเปล่า ดังนั้นเลยมีการประยุกต์มาใช้กับการขนส่งสินค้า โดยนำสินค้า ขึ้นรถโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่หลายๆร้านค้าปลีกครับแล้ววิ่งไปส่งในเที่ยวเดียว**

ข้อดีของการขนส่งรูปแบบนี้คือ

1.สามารถทำให้การขนส่งที่เป็น LTL กลายเป็น TL ได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งลงไปได้ ( LTL= Less Than Truck Load คือการขนสินค้าไม่เต็มคันรถ TLหรือFTL คือ Full Truck Load คือการขนสินค้าแบบเต็มคันรถ ซึ่งจะทำให้คุ้มกับต้นทุนครับ)

2.ทำให้ความสับสนในการจัดสินค้าและการขนส่งน้อยลง 3.ทำให้ผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนการขนส่งต่ำลงส่วน

ข้อเสียของการขนส่งแบบนี้ก็มีครับ ได้แก่

1.Supplier แต่ละรายต้องให้ความร่วมมือกัน และวางแผนการจัดสินค้าให้ดี

2.ต้องมีการวางแผนเส้นทางการขนส่งให้แน่นอน มิฉะนั้นจะทำให้การขนส่งผิดพลาด

 3.ความผิดพลาดในการขนส่งอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจาก ต้องวิ่งไปรับสินค้าจากหลายที่ก่อนไปสู่ลูกค้า เช่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งสินค้าทีเหมาะกับการขนส่งแบบนี้ ก็จะไม่ต่างจากรูปแบบ ที่1มากครับ(ยกเส้นเครื่องจักรต่างๆ) เนื่องจากเป็นวิธีการที่ช่วยให้การขนส่งแบบแรกมี ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการนำ Milk Run มาใช้  

3.Direct Shipping with milk Run ในมุมมองลูกค้า

เป็นรูปแบบการขนส่ง ที่มีลักษณะเหมือนกับ การขนส่งรูปแบบที่ 2 เลยครับเพียงแต่ จะกลับกัน จากเดิมที่ Supplier เป็นคนรวบรวมสินค้ามาส่งให้ แต่ละราย ในกรณีนี้ Supplier จะนำสินค้าไปส่งให้กับลูกค้ารายแรกเท่านั้น หลังจากนั้นลูกค้ารายแรกจะทำการรวบรวมสินค้า แล้วค่อยนำไปกระจายสู่ ลูกค้ารายต่อๆไป ซึ่งกรณีนี้ มักจะพบในลูกค้าที่มีร้านเป็นเครือข่ายสาขากันครับ เช่นพวก ห้าง Modern Trade ต่างๆ พวก Lotus Carefour ครับ แล้ว ตรงจุด ก นั้นส่วนมากจะเป็น ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าประจำภาคของร้านค้าเหล่านี้ครับ

ข้อดีของการขนส่งแบบนี้คือ

1.ทำให้ต้นทุนในการขนส่งต่ำลง 

2.Retailer สามารถควบควมสินค้าและทำการกระจายสินค้าออกสู่สาขาเองได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากสินค้าทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ที่ ตัวRetailer เอง

3.ทำให้ Retailer มีต้นทุนในการสั่งซื้อที่ต่ำลง ถ้าในกรณีที่ ก ข ค เป็นเครือข่ายสาขาเดียวกัน เนื่องจากในการสั่งซื้อจะทำการสั่งซื้อในปริมาณมาก

ส่วนข้อเสียนะครับ

1.Supplier ต้องทำการส่งสินค้ามาให้ Retailer ในปริมาณที่สั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งทำให้บางที อาจเป็น LTL ทำให้ต้นทุนของ Supplier สูงขึ้น

4.Direct Shipping with Milk Run

เป็นการขนส่งในรูปแบบการขนส่งทางตรงอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นการขนส่งแบบ Milk Run โดยที่การขนส่งรูปแบบนี้จะเป็น Milk Run ทั้งทาง Supplier และทาง Customer โดยที่ ทาง Supplier จะทำการรวบรวมสินค้า มาไว้ที่เดียวกัน ก่อนและทำการขนส่งทีเดียว ไปให้กับ ลูกค้ารายเดียว หลังจากนั้นลูกค้าจะทำการ รวบรวมสินค้าและทำการกระจายสินค้าออกไป ยัง ลูกค้าหรือ สาขารายอื่นๆของตน และหลังจากนั้นถ้า มีสินค้าหรือวัตถุดิบ ที่เสียหรือผิดพลาด ต่างๆจากทุกสาขา จะทำการรวบรวมไว้ที่ลูกค้า รายใดรายหนึ่ง เพื่อทำการขนส่งคืนให้กับ ทาง Supplier รายหนึ่งและ Supplier รายนั้นค่อยส่งสินค้าที่ผิดพลาด คือแก่เจ้าของตัวสินค้าต่อไป

ข้อดีของรูปแบบนี้ครับ

1.ทำให้ต้นทุนของการส่งของ Supplier และ Customer ต่ำลง

2.ทำการการขนส่งไม่เกิดความสับสน

3.Retailer สามารถควบคุมสินค้าได้เนื่องจากสินค้ารวบรวมมาไว้ที่ ตัว Retail เองก่อนทั้งหมด

4.มีการรวบรวมสินค้าที่เป็นของเสียและผิดพลาดคืนแก่ Supplier โดยที่ยังใช้การรวบรวมสินค้าเหมือนเดิมทำให้ประหยัดต้นทุนในการส่งคืน

5.ได้รับส่วนลดจากการสั่งซื้อ ในปริมาณมากได้ ถ้าในกรณีที่เป็นสาขาเดียวกัน

ส่วนข้อเสียที่พบนะครับ

1.ถ้ามี Supplier รายใด่รายหนึ่งจัดสินค้าที่จะส่งไม่ทันจะทำให้การส่งเป็น LTL ทำให้ เสียต้นทุนค่าใช้จ่าย    2.Supplier ต้องมีการวางแผนร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กันซึ่งในบางกรณีอาจเกิด ความขัดแย้งขึ้นระหว่าง ตัว Supplier ได้ 

ซึ่งการขนส่งรูปแบบนี้นะครับ ส่วนใหญ่จะพบมากในสินค้า พี่พวก สินค้าสะดวกซื้อ หรือสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันครับ เนื่องจาก สินค้าประเภทนี้ เวลาทำการขนส่งออกไปยังร้านค้าสาขาต่างๆ จะถูกขนส่งไปในปริมาณมาก และไปในเส้นทางๆต่างตามแต่ละสาขา จึงมีการนำ Milk Run เข้ามาช่วยในการขนส่ง นอกจากนั้น ยังอาจขนส่งสินค้าที่เป็นพวก ของสดได้ด้วยครับ เพียงแต่ว่าต้องมีการกำหนดระยะการขนส่งที่แน่นอน และขนส่งที่รวดเร็วมากกว่าสินค้าที่เป็นสินค้าทั่วไปครับ

สำหรับ Option การขนส่งนี้เป็นครึ่งหนึ่งของรูปแบบทั้งหมดของ Option ทั้งหมดครับ โดยในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่ผ่านคนกลางทั้งหมด ในคราวหน้า จะนำOption ที่มีการขนส่งผ่านคนกลาง เช่น DC หรือ  WareHouse มาอธิบาย ให้แก่ทุกๆท่านครับผม 

edit @ 8 Jul 2009 02:06:28 by SmoothNut

edit @ 8 Jul 2009 02:10:04 by SmoothNut

การขนส่ง กันเถอะ ^^

posted on 05 Jul 2009 22:58 by smooth14

มาถึง ตอนนี้หลังจากได้ทราบถึง Logistics และ Supply Chain แล้ว ต่อมา เราไปทราบถึง กิจกรรมตัวแรกที่น่าสนใจและ เป็นกิจกรรมหลักๆ ของLogistics กันเลย ได้แก่ การขนส่ง

การขนส่ง หลายท่านทราบหรือไม่ว่าทำไม ถึงจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีสำคัญมากตัวหนึ่ง ในระบบ Logistics จนหลายคนคิดว่า Logistics คือการขนส่ง นั้นก็เพราะ ว่า

"การขนส่งเป็นกิจกรรม ที่ช่วยเคลื่อนย้ายคนหรือสิ่งของ จากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดหมายปลายทาง"

ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่อนข้างคล้ายกับความหมายของ Logistics จึงอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่า Logistics คือการขนส่ง ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ

การขนส่งนั้น จะมีเพียง 2 ส่วนเองครับหรือ การเคลื่อนย้ายตัวสินค้าหรือคน และการจัดเก็บสินค้าระหว่างขน่ง หรือเพื่อรอการขนส่ง ซึ่งนอกจากนั้น อาจจะมีแวะพักเพื่อเปลี่ยนถ่ายลำ เปลี่ยนยานพาหนะหรือเรียกว่า Transfer

ซึ่งในที่นี้ จะขอพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเท่านั้นครับ

ในการขนส่งนั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรที่ ซับซ้อน นะครับ การขนส่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตั้งแต่การเดินเท้าต่างๆ ใช้สัตว์เป็นพาหนะ ใช้เกวียน จนมีการคิดค้น เครื่องจักร รถรา ต่างๆขึ้นมาครับ จนปัจจุบันก็พัฒนามาเป็น พาหนะอย่างที่เราเห็นกัน เช่น รถบรรทุก รถกระบะ เรือ เครื่องบินเป็นต้น

การขนส่งนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทง่ายเลยครับ คือ Passenger Transport หรือการขนส่งผู้โดยสารและ Freight Trasport หรือการขนส่งสินค้าครับ (ในระบบ Logistics ที่สนใจกันตอนนี้จะเน้นไปที่ สินค้าครับ แต่การขนส่งผู้โดยสารนั้น จะละเอียดอ่อนและมีความยืดหยุ่นมากกว่าครับ)

โดยเวลาที่จะทำการขนส่งนั้น ในปัจจุบันก็มีวีธีการที่จะทำการ ขนส่งได้ด้วยกัน 5 โหมด ครับได้แก่

1.Motor Carrier หรือการขนส่งทางบก ก็ได้แก่ พวก การขนส่งทางรถบบรรทุก รถกระบะ รวมไปถึงรถโดยสารต่างๆ เช่น รถเมล์ รถบัส ต่างๆ  โดยการขนส่งรูปแบบนี้ ข้อดี หลักๆเลย ก็คือ

1.1เป็นการขนส่งที่มีความยืดหยุ่น ด้านเวลาและปริมาณสูง สามารถกำหนดได้ง่าย

1.2สามารถขนส่งได้แบบ Doot-to-Door ได้ ซึ่งเป็น โหมดเดียวทีทำได้( DTD คือการ ขนส่งจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งได้โดย ไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายครับ สะดวกและรวดเร็ว)

1.3การขนส่งมีความรวดเร็วในระดับหนึ่ง สามารถบริการลูกค้าได้ง่าย ทำให้ผู้ขนส่งส่วนมากจะเลือกใช้วิธีนี้

1.4การลงทุนเริ่มแรกไม่สูงมากครับ ถ้าเทียบกับ โหมดอื่นๆ (อย่างเช่น รถบรรทุก สมมติ 5 ล้านเราอาจจะคิดว่าแพงแต่ถ้าเทียบกับเรือลำหนึ่ง ที่ 30-40 ล้าน ก็ถือว่าถูกครับ)

แต่การขนส่งทางนี้ก็ถือว่ามีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเช่นกันครับได้แก่

1. ค่าใช้จ่ายแปรผันเพิ่มขึ้นตามระยะทาง เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าสึกหรอทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

2.บรรทุกสินค้าได้ในปริมาณจำกัด

 3. ปัญหาจากการจราจรติดขัดในบางช่วงเวลา

2.Air Carrier หรือการขนส่งทางอากาศ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันอยู่นะครับคือ เครื่องบิน โดยที่เราจะพบเห็นกันมาก คือเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสารเต็มลำ ซึ่งเรียกว่า Passenger Flight แต่ จริงๆแล้วยังมีเครื่องบินอีก 2 รูปแบบนะครับได้แก่ Combi Flight ที่เป็นผู้โดยสารและสินค้าอย่างละครึ่ง และ สุดท้ายคือ Cargo Flight ที่บรรทุกสินค้าเต็มลำ Cargo Flight จะพบบมากใน สายการบินของ FedEXหรือ DHL ไงครับ โดยที่การขนส่งทางอากาศนั้นในปัจจุบันก็ได้รับความนิยม มากขึ้นเรื่อยๆนะครับ เนื่องจากด้วยความรวดเร็วในการขนส่งไปยังที่ไกลๆ ซึ่ง การขนส่งทางอากาศมีข้อดีดังนี้ครับ

1.สามารถขนส่งสินค้าในระยะทางไกลๆมากได้  ในเวลาที่รวดเร็วครับ

2.เหมาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือเสียหายง่าย เน่าเสียเร็ว ต้องการความเร่งด่วน เนื่องจากระยะเวลาการขนส่งที่รวดเร็ว และการป้องกันดูแลสินค้า ทำได้ดีครับ

แต่ก็มีข้อเสียเช่นกันครับคือ

1.ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงที่สุดครับเมื่อเปรียบเทียบกับแบบอื่นๆ

2.การลงทุนเริ่มแรก สูงมาก ทั้งต้นทุนคงที่ เช่น ค่าซื้อเครื่องบิน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ และค่าใช้จ่ายผันแปร เช่น ค่านำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าสนามบิน ค่าเช่า Jet way(งวงช้าง)

ซึ่งการขนส่งแบบนี้ถึงมีค่าใช้จ่ายสูงก็จริงแต่ด้วย ธุรกิจ ปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็ว ต้องการการขนส่งแบบทันเวลา หรือ มีเอกสารที่เร่งด่วน การขนส่งแบบนี้ก็เลยค่อนข้างได้รับความนิยมครับ

3.Water Carrier หรือการขนส่งทางน้ำ หรือทางเรือ นั่นเอง ซึ่งแบ่งได้ 2 แบบ ครับ คือการขนส่งทางน้ำภายในประเทศและ การขนส่งทางน้ำแบบชายฝั่งทะเลหรือระหว่างประเทศ

การขนส่งแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมมากนะครับ หรือเรียกได้ว่า เป็นที่นิยมมากที่สุดเลยครับสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการขนส่งที่ สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมากที่สุด และมีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุดครับ แต่ก็ใช้เวลาที่การขนส่งที่ค่อนข้างนานครับ การขนส่งรูปแบบนี้มีข้อดีคือ

1.. สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมากที่สุด ในประเภทการขนส่งทุกรูปแบบ

2.เหมาะในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

3.ต้นทุนค่าขนส่งต่ำที่สุด

4.ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่ำที่สุด เนื่องจาก มหาสมุทร และแม่น้ำไม่ต้องก่อสร้างและบำรุง ทำให้ต้นทุนต่่ำ

ส่วนข้อเสียได้แก่

1.มีระยะเวลา Lead-time(เวลาการขนส่ง) ที่นาน บางครั้งอาจเป็นเดือน

2.การขนส่งสินค้าเหมาะกับสินค้าที่เสียหายยาก และ ไม่ต้องการดูแลรักษามาก

3.มีข้อจำกัดในเรื่องของท่าเรือ

4.ควบคุมสินค้าให้ส่ง และรับตรงเวลาได้ยาก( เนื่องจากปัญหา ศุลกากรและขั้นตอนในการตรวจสินค้าที่นาน)

4.Rail Road หรือคือการขนส่ง ทางรถไฟ นั่นเองครับ ซึ่งการขนส่งรูปแบบนี้นั้น เป็นอีกรูปแบบครับที่ค่อนข้างได้รับความนิยมมาก (ในต่างประเทศนะครับไม่ใช่ในไทย) เนื่องจาก สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณ 1 หัวรถจักร สามารถลากสินค้าได้ถึง 60 TEU หรือ 60 ตู้เลยทีเดียว นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งยังต่ำด้วยครับ เมื่อเทียบกับทางอื่นๆแล้วจึงค่อนข้างได้รับความนิยม การขนส่งรูปแบบนี้มีข้อดีคือ

1.ต้นทุนในการขนส่งสินค้าต่ำ

2.สามารถขนส่งสินค้าได้ปริมาณมาก

3.สามารถใช้เป็นการขนส่งหลักภายในประเทศได้ดี ถ้าได้รับการพัฒนา จะทำให้ต้นทุนด้าน Logistics ต่ำลง

ส่วนข้อเสียมีดังนี้ครับ

1.ใช้เวลาในการขนส่งสินค้าค่อนข้างนาน

2.มีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ตั้งของสถานีบริการ

3.เหมาะกับสินค้าที่ เสียหายยากและไม่ต้องการความรวดเร็วเท่านั้น

และการขนส่งรูปแบบสุดท้ายนะครับได้แก่

5. PipeLine หรือการขนส่งทางท่อ การขนส่งรูปแบบนี้จะ ใช้กับการขนส่ง ที่เป็นของเหลวและ ก๊าซเท่านั้นนะครับได้แก่ พวก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แก็ส หุงต้ม ในประเทศไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกันนักเนื่องจาก ไทยเวลาตามครัวเรือนใช้แก็สจะใช้ แบบ เป็นถัง แต่ถ้าเป็น ต่างประเทศนั้น จะใช้เป็นแบบ ท่อนะครับ ซึ่งคล้ายๆกับระบบน้ำประปาของประเทศไทยครับ ซึ่งข้อดีของการขนส่งรูปแบบนี้คือ

1.ใช้กับการขนส่งสินค้าที่เป็นของเหลวได้ดี

2.มีการกำหนดตำแหน่งของสถานที่รับและส่งแน่นอน

3.มีความรวดเร็ว ระยะเวลาแน่นอน

ข้อเสียคือ1. ใช้ได้กับสินค้าประเภทของเหลวและ ก๊าซเท่านั้น

2.ใช้ส่งสินค้าได้แค่เที่ยวเดียวคือ ขาไป

3.มีข้อจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย และการต่อต้านในการก่อสร้างท่อขนส่งจากประชาชน โดยเฉพาะประเทศไทย

ซึ่งจากรูปแบบต่างๆของการขนส่งที่นำมาแนะนำให้ได้ทราบกันนั้น ก็ได้กล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละรูปแบบไว้แล้วนะครับ โดยที่เวลา ผู้ประกอบการการขนส่งหรือ ธุรกิจต่างๆจะใช้การขนส่งรูปแบบใด ก็จะพิจารณาจาก ข้อดี ข้อเสียเหล่านี้แหละครับ ซึ่งหวังว่าทุกท่านจะได้นำไปใช้เป็นประโยชน์นะครับ

สำหรับเรื่องราว รายละเอียดต่างๆของการขนส่งยังไม่หมดเท่านี้นะครับ ยังมีรายละเอียด อีกครับผม ซึ่งผมจะนำมาเขียนให้ทุกท่านอีกครั้งในคราวหน้าครับ ขอบคุณครับ

 

edit @ 6 Jul 2009 00:32:28 by SmoothNut

edit @ 6 Jul 2009 01:44:59 by SmoothNut

edit @ 6 Jul 2009 03:45:12 by SmoothNut

edit @ 8 Jul 2009 02:26:56 by SmoothNut

Supply Chain กันเรยจ้า

posted on 04 Jul 2009 20:43 by smooth14

ต่อจากคราวที่แล้วกันเลย ที่หลายๆ ท่าน คงได้ทราบความหมายและ สิ่งต่างๆเกี่ยวกับคำว่า Logistics ไปบ้างแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับ สิ่งต่อไปที่ หลายๆคนยังอาจจะงงอยู่ ว่า

"อ้าวถ้า Logistics คือการทำงานกันเชื่อมโยงเป็นระบบ แล้ว จะมีอะไรแตกต่างกับคำว่า Supply Chain ละ"

ก่อนอื่น ทำความเข้าใจกับว่า Supply chain กันก่อนนะครับ คำว่า Supply Chain นั้น แปลเป็นไทยได้ว่า

ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่ง คำว่าอุปทานก็คือความต้องที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าดังนั้น ถ้าแปลอย่างง่าย เลยก็คือ ห่วงโซ่ หรือกระบวนการทั้งหลายในการที่จะพยายามขายสินค้าให้กับลูกค้า(ไม่ใช่ความหมายตามหนังสือนะครับ)

โดยที่ การจัดการ Supply Chain นั้น ถ้าแปลตามหลักแล้ว จะได้ คร่าวๆ ว่า

เป็นกระบวนการในการวางแผน การจัดการ การดำเนินการต่างๆ กิจกรรมต่างๆทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปยังจุดสุดท้าย หรืออาจจะใช้คำว่า จากต้นน้ำไปยังปลายน้ำ

โดยที่หลักๆแล้วการจัดการ Supply Chain จะมี 3 ส่วนคือ

1.Material Flow การไหล ของ วัตถุดิบ วัสดุ

2.Information Flow การไหลของข้อมูลข่าวสาร

3.Money(Fund) Flow การไหลของ เงินทุน

ซึ่งหลายคนอาจบอกว่า อ้าว โลจิสติกส์ ก็คือการไหล ของตัวสินค้าเหมือนกันไม่ใช่หรอ เป็นการจัดการเกี่ยวกับกิจกรรมเหมือนกันไม่ใช่หรอ

ดังนั้น จึงจะขอบอกข้อแตกต่างของ ทั้ง 2 อย่างให้ได้ทราบกัน แต่อยากจะข้อยกเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายกว่า

จากเดิมที่ ได้มีการยกตัวอย่างให้เห็นกันคือ Logistics ของร้านหนังสือการ์ตูน ซึ่งจะเห็นได้ว่า เริ่มตั้งแต่สินค้า เข้ามาสู่บริษัทหนังสือการ์ตูน และออกไปจากร้านหนังสือการ์ตูนเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นในกรณีของ Supply Chain ซึ่งจะขอเรียกว่า Supply Chain ของร้านหนังสือการ์ตูน นั้น จะไม่มองแค่เพียงตอนส่งหนังสือเข้ามายังร้าน แต่จะมองย้อนไปถึง การนำ วัตถุดิบเข้ามาทำ หนังสือกันเลยทีเดียว

เริ่มกันเลย

1.โรงพิมพ์ ได้ทำการรับกระดาษ หมึกพิมพ์ ต่างๆ จากผู้ขายปัจจัยการผลิต(Supplier) เข้ามาเพื่อพิมพ์หนังสือและรับต้นฉบับจาก นักเขียน (กิจกรรมการขนส่งเข้า)

2.เมื่อสำนักพิมพ์ พิมพ์เสร็จ ก็นำจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าของตนก่อน เพื่อรอการจัดส่งไปยัง ร้านค้าส่ง หรือศูนย์กระจายสินค้า (กิจกรรมคลังสินค้า และ ขนส่ง) นอกจากนั้น ยังต้องมีการ บรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันหนังสือ

3.เมื่อมีคำสั่งซื้อจากบริษัท ก็ทำการกระจายสินค้าไปให้ยังบริษัทที่่สั่ง( กิจกรรมการกระจายสินค้า ช่องทางการกระจาย ซึ่งอาจจะเป็นแบบ VMS หรือ อาจะเป็นเจ้าของเองก็ได้)

4.บริษัททำการรับสินค้าเข้าสู่บริษัท ทำการตรวจเช็คจำนวนหนังสือ และทำการเก็บเข้าคลังสินค้าของตน

5.เมื่่อร้านค้าปลีกทำการสั่ง หรือ บริษัทจำทำการจำหน่าย ก็ทำการ กระจายและขนส่งสินค้า ออกไปยัง ร้านค้าปลีกต่างๆ ของตน (กิจกรรม การขนส่ง การกระจาย)

6.ร้านค้าปลีกรับสินค้า (โดยมากจะรับไม่เยอะมากเนื่องจาก การป้องกันการขายไม่หมด) และเก็บส่วนหนึ่งไว้ใน Stock ที่เหลือวางที่ชั้นเพื่อจำหน่าย

7.เมื่อจำหน่ายหนึ่งสือ ก็จะทำการ Scan ด้ย Barcode ในกรณีที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ข้อมูลก็จะวิ่งมายัง บริษัท นอกจากนั้น จะวิ่งข้ามไปยัง สำนักพิมพ์เพื่อให้ทราบถึงจำนวนที่ลดลงไป เพื่อที่จะได้ ทำการสั่งวัตถุดิบมาพิมพ์ หนังสือเพิ่มได้

 นอกจากนั้น กระบวนการอาจะมองข้ามไปถึงขั้นตอน การปลูกต้นไม้(ต้นกระดาษ ดังเช่นที่ DoubleA ทำอยู่ให้คนส่วนมาก มาปลูกและรับซื้อ) ถือว่าเป็นขั้นตอนแรกๆของ Supply Chain

จากกระบวนต่างๆ อย่างคร่าวนะครับ จะเห็นได้่ว่า Supply Chainจะมีการดำเนินการที่กว้าง กว่า Logistics หรืออาจกล่าวได้ว่า Logistics เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ก็ว่าได้ จะสังเกต ได้ว่าในทุกๆขั้นตอน ของSupply Chain ก็มีกิจกรรมคล้ายกับ Logistics เช่น คลังสินค้า การขนส่ง การกระจายสินค้า การบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งถ้ามองจริงๆแล้ว ก็จะรู้เลยว่า Supply Chain นั้นเป็นเหมือน ห่วงโซ่ใหญ่ๆหนึ่งอัน ที่ร้อยเอา Logistics ไว้ในแต่ละจุด

ถ้าเกิดยังสงสัยอยู่ อยากให้นึกถึงว่า บริษัทแต่ละบริษัทก็มี Logistics เป็นของตัวเอง ในที่นี้บริษัทหนังสือการ์ตูนก็มี ระบบLogistics1 เป็นของตัวเอง โรงพิมพ์ก็มีระบบ Logistics เป็นของตัวเอง เมื่อ แต่ละบริษัทต้องมาทำงานร่วมกัน (ซื้อขายกัน) ก็เกิดเป็นระบบ Logistics ขึ้นมานั่นเอง

วันนี้หลายคน คงพอได้เข้าใจเกี่ยวกับ Supply Chain บ้างแล้วนะครับไม่มากก็น้อย ได้ทราบว่า Logistics ต่างกับ Supply Chain ยังไงนะครับ ไว้โอกาสหน้า จะมาเล่าถึง กิจกรรม ต่างๆในระบบ Logistics กันครับ

edit @ 5 Jul 2009 00:49:01 by SmoothNut

Logistics Logistics Logisssss นั่น หลายคนยังคง สับสนและงงกับคำนี้อยู่ว่า การจัดการโลจิสติกส์นั้น คือ อะไร หลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ทุกวันนี้ หลายๆคน ยังคงไม่เข้าใจ คิดว่า โลจิสติกส์นั้น ก็คือการขนส่ง สินค้าไปมา ซึ่งอันที่จริงแล้วการขนส่งนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือกิจกรรมหนึ่งของ การจัดการโลจิสติกส์เท่านั้น ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น

การจัดการคลังสินค้า,การกระจายสินค้า,การจัดการสินค้าคงคลังของธุรกิจ,การบรรจุภัณฑ์, รวมไปถึงการรับส่ง ข้อมูล สารสนเทศต่างๆ เป็นต้น

โดยทุกๆกิจกรรมนั้น จะทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเหมือนห่วงโซ่ ถ้าจะให้เห็นภาพอย่างง่าย เราต้องลองนึกภาพเป็น บริษัท บริษัทหนึ่ง โดยการทำงานมีดังนี้ (สมมติว่าเป็นบริษัท ผลิตหนังสือการ์ตูน)

1.บริษัทรับหนังสือการ์ตูน GTO,Doraemon,ชินจัง ทั้งหมด 3 เรื่อง( 3Sku) นับว่าเป็นการขนส่งขาเข้า(กิจกรรมขนส่ง)

2.บริษัทนำการ์ตูนทั้ง 3 เรื่องเข้าจัดเก็บในคลังสินค้า(กิจกรรมคลังสินค้า) โดยมีการแยกเรื่องออกจากกัน

3.บริษัทได้รับคำสั่งซื้อจาก ร้านขายหนังสือการ์ตูนต่างๆ เช่น B2S นายอินทร์ บริษัทจึงทำการ นำหนังสือการ์ตูนขึ้นรถบรรทุกไปส่งให้ (กิจกรรมการขนส่ง และ การรับคำสั่งซื้อ)

4.เมื่อหนังสือถึงร้านหนังสือ ก็ทำการขนลง และจัดเข้าร้านต่างๆ(กิจกรรมการกระจายสินค้า ช่องทางการกระจาย)

5.เมื่อหนังสือถูกจำหน่ายออกไป ก็มีการคิดเงินโดยใช้ Barcode ข้อมูลของหนังสือก็จะวิ่งกลับมายัง บริษัทว่าหนังสือจำหน่ายออกไปแล้วเท่าไร ต้องนำไปส่งเพิ่มหรือไม่ (กิจกกรมด้านสารสนเทศ)

ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างโดยสังเขป การจัดการโลจิสติกส์ ซึ่งทุกคนจะเห็นได้ว่า กิจกรรมนั้น จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่องกันตลอด ถ้าขั้นตอนใดขั้นตอน หนึ่งเกิด มีปัญหาหรือหยุดไป ก็จะส่งผลให้ ขั้นตอนต่อไป ของ ระบบนั้น ช้าลงไป ตัวอย่างเช่น ถ้าการขนส่งหนังสือจาก บริษัทไป ยังร้านค้าปลีก ต่างๆ ช้าแล้วนั้น ก็จะทำให้ร้านค้าปลีกไม่มีหนังสือที่จะจำหน่าย ทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย ลูกค้าเกิดความไม่พอใจ เมื่อมาใช้บริการ หรือถ้า หนังสือได้ส่งมายังร้านค้าปลีกจริง แต่ส่งมาผิดเล่มจากที่ได้สั่งไว้ นอกจากจะทำให้สูยเสียโอกาสในการขาย และกระทบต่อการบริการลูกค้าแล้วนั้น บริษัทยังต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการขนหนังสือกลับมายังบริษัท และขนสินค้ากลับไปให้แก่ร้านค้าปลีกอีกทีหนึ่ง

จากตัวอย่างงานด้านโลจิสติกส์ นี้นั้นคิดว่า น่าจะทำให้หลายๆท่านเข้าใจถึงคำว่าโลจิสติกส์ได้ง่ายขึ้น มากกว่าการอ่านจากตำรา หรือหนังสือต่างๆ ที่แปลความหมายของคำว่าโลจิสติกส์ไว้เข้าใจได้ค่อนข้างยากเช่น

"เป็นการบูรณาการกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับการจัดการการไหลของสินค้า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศทั้งไปและกลับ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ลูกค้า เป็นต้น" ซึ่งบางที การอ่านความหมายนี้ อาจทำให้เราเข้าใจได้ แต่ไม่เห็นภาพ เท่าที่ควร ถ้าทำการยกตัวอย่างน่าจะเข้าใจได้ง่าย

ซึ่งในคราวหน้า สำหรับหลายๆท่านที่เข้าใจความหมายของคำว่าการจัดโลจิสติกส์แล้ว ต่อไปจะได้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า การจัดการ Supply Chains อย่าง่ายเช่นกัน และความแตกต่างระหว่าง โลจิสติกส์ และSupply Chains นั้นคืออะไร มีกิจกรรมอะไรบ้าง ครับ

 

By ...Mongnut

edit @ 3 Jul 2009 00:46:34 by SmoothNut

edit @ 6 Jul 2009 02:53:12 by SmoothNut

edit @ 6 Jul 2009 02:53:20 by SmoothNut

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก